บทความนี้อาจจะยาวไปนิดนะครับ
แต่อยากจะให้อ่านนะครับโดยเฉพาะเจ้าหนี้ที่เสียทีลูกหนี้
ขอกล่าวในกรณีเจ้าหนี้ที่ให้เพื่อนฝูง ญาติสนิท หยิบยืมเงิน ไม่ว่าจะด้วยความเกรงอกเกรงใจ สงสาร หรือด้วยประการอื่นใดก็ตาม
แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน เคยสนิทสนมกลมเกลียวกัน ก็ต้องกลายมาเป็นศัตรูกัน บาดหมางกันด้วยเรื่องเงินที่ให้บุคคลดังกล่าวหยิบยืมไป
เพียงเพราะ ลูกหนี้หน้ามึน ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย หรือมี ก็ไม่จ่าย อยากได้ไปฟ้องเอา
แต่อยากจะให้อ่านนะครับโดยเฉพาะเจ้าหนี้ที่เสียทีลูกหนี้
ขอกล่าวในกรณีเจ้าหนี้ที่ให้เพื่อนฝูง ญาติสนิท หยิบยืมเงิน ไม่ว่าจะด้วยความเกรงอกเกรงใจ สงสาร หรือด้วยประการอื่นใดก็ตาม
แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน เคยสนิทสนมกลมเกลียวกัน ก็ต้องกลายมาเป็นศัตรูกัน บาดหมางกันด้วยเรื่องเงินที่ให้บุคคลดังกล่าวหยิบยืมไป
เพียงเพราะ ลูกหนี้หน้ามึน ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย หรือมี ก็ไม่จ่าย อยากได้ไปฟ้องเอา
เอาละงานเข้าเจ้าหนี้
เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่
เพราะตอนให้ยืมก็ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาการกู้กันไว้เนื่องด้วยความไว้ใจ หรือกะไรก็แล้วแต่ เจ้าหนี้ก็คงจะได้แต่อุทานในใจว่า ดอกเบี้ยกูก็ไม่ได้คิด เงินต้นกูก็ไม่ได้คืน เสือกท้าให้กูไปฟ้องอีก ไม่มีสัญญากู้แล้วกูจะฟ้องยังไงวะ
เอาล่ะครับ ตอนนี้เรามาดูทางแก้กัน
1.มีคำพิพากษาฎีกาออกมาหลายฎีกาแล้ว ว่าหลักฐานการกู้อาจเกิดขึ้นในขณะกู้ยืมกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1286/2535
หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคแรกนั้น อาจเกิดขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ บันทึกคำให้การพยานที่จำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีอาญาว่า จำเลยกู้เงินจากโจทก์คดีนี้จริงและยังมิได้ชำระหนี้คืนนั้น เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ใช้ฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8175/2551
หลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 653 นั้นอาจเกิดมีขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ และมิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มอบไว้แก่กัน แม้คำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีอาญาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จะเกิดมีขึ้นภายหลังการกู้ยืมเงินและไม่มีการส่งมอบให้ไว้แก่กันก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยและโจทก์เป็นกรณีที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้เงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดง จำเลยจึงนำสืบการใช้เงินไม่ได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น
ดั้งนั้น เมื่อทวงหนี้คืนไม่ได้ ต้องหาวิธีให้ลูกหนี้ทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อลูกหนี้ให้ได้ เมื่อมีหลักฐานแล้วก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายได้ทันทีครับ
แล้ววิธีที่จะทำให้ลูกหนี้ลงลายมือชื่อล่ะ ทำยังไงดี
1. หลักฐานการกู้ยืม ไม่มีแบบ เพียงแต่ เป็นหนังสือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืม ก็เป็นอันใช้ได้
2.บันทึกประจำของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีได้
3.กระดาษ A4 มีข้อความประมาณว่า ได้ยืมเงินไปจากใคร จำนวนเท่าใด แล้วลงลายมือชื่อผู้กู้ ก็ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดีได้แล้วครับ
ไม่ว่าจะด้วยวิธีหลอกล่อลูกหนี้ กราบแทบเท้าลูกหนี้ หรือแม้แต่การชวนทะเลาะกับลูกหนี้ ก็สุดแล้วแต่จะวางแผนจัดการกันนะครับ
แต่ก็อย่ากระการใดๆอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 นะครับ เดี๋ยวจะมานั่งปวดหมอง ซ้ำซ้อนกันไปใหญ่
ด้วยความปราถนาดีจาก หมอความ ทนายคลายทุกข์
เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่
เพราะตอนให้ยืมก็ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาการกู้กันไว้เนื่องด้วยความไว้ใจ หรือกะไรก็แล้วแต่ เจ้าหนี้ก็คงจะได้แต่อุทานในใจว่า ดอกเบี้ยกูก็ไม่ได้คิด เงินต้นกูก็ไม่ได้คืน เสือกท้าให้กูไปฟ้องอีก ไม่มีสัญญากู้แล้วกูจะฟ้องยังไงวะ
เอาล่ะครับ ตอนนี้เรามาดูทางแก้กัน
1.มีคำพิพากษาฎีกาออกมาหลายฎีกาแล้ว ว่าหลักฐานการกู้อาจเกิดขึ้นในขณะกู้ยืมกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1286/2535
หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคแรกนั้น อาจเกิดขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ บันทึกคำให้การพยานที่จำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีอาญาว่า จำเลยกู้เงินจากโจทก์คดีนี้จริงและยังมิได้ชำระหนี้คืนนั้น เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ใช้ฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8175/2551
หลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 653 นั้นอาจเกิดมีขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ และมิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มอบไว้แก่กัน แม้คำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีอาญาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จะเกิดมีขึ้นภายหลังการกู้ยืมเงินและไม่มีการส่งมอบให้ไว้แก่กันก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยและโจทก์เป็นกรณีที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้เงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดง จำเลยจึงนำสืบการใช้เงินไม่ได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น
ดั้งนั้น เมื่อทวงหนี้คืนไม่ได้ ต้องหาวิธีให้ลูกหนี้ทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อลูกหนี้ให้ได้ เมื่อมีหลักฐานแล้วก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายได้ทันทีครับ
แล้ววิธีที่จะทำให้ลูกหนี้ลงลายมือชื่อล่ะ ทำยังไงดี
1. หลักฐานการกู้ยืม ไม่มีแบบ เพียงแต่ เป็นหนังสือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืม ก็เป็นอันใช้ได้
2.บันทึกประจำของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีได้
3.กระดาษ A4 มีข้อความประมาณว่า ได้ยืมเงินไปจากใคร จำนวนเท่าใด แล้วลงลายมือชื่อผู้กู้ ก็ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดีได้แล้วครับ
ไม่ว่าจะด้วยวิธีหลอกล่อลูกหนี้ กราบแทบเท้าลูกหนี้ หรือแม้แต่การชวนทะเลาะกับลูกหนี้ ก็สุดแล้วแต่จะวางแผนจัดการกันนะครับ
แต่ก็อย่ากระการใดๆอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 นะครับ เดี๋ยวจะมานั่งปวดหมอง ซ้ำซ้อนกันไปใหญ่
ด้วยความปราถนาดีจาก หมอความ ทนายคลายทุกข์


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น