หมอความ ทนายข้างคุณ
หมอความ ทนายข้างคุณ เป็นเพจที่สร้างขึ้นเพื่อให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายฟรีแก่ประชาชนทุกคนที่มีข้อสงสัยหรือมีความเดือดร้อนจากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายหรือผู้ที่ถูกริดรอนสิทธิไม่รู้จะปรึกษาใครหรือหาทางออกไม่ได้ เพจของเราจึงยินดีจะเป็นหมอความเพื่อวินิจฉัยคดีความ ข้อกฎหมายต่างๆให้คุณ รวมถึงยินดีจะเป็นทนายเคียงข้างคุณในการต่อสู้คดีความจนถึงที่สุด
วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560
วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560
รู้ดำรู้แดง
รู้ดำรู้แดง
วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม 2560วันที่มีอากาศร้อนเกือบ 40 องศา
หมอความ ทนายคลายทุกข์ขอนำเสนอเรื่องเบาสมองที่หลายๆคนอาจจะอยากรู้ความหมายคำว่า
รู้ดำรู้แดง
หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินคำนี้ทั้งจากในชีวิตประจำวันหรือจากในละคร ที่เวลาทะเลาะมีเรื่องมีราวกัน
ก็มักจะพูดท้าทายกันว่า แกกับฉันให้มันรู้ดำรู้แดงกัน
ซึ่งก็คือการฟ้องร้องคดีต่อศาลนั่นเอง เพราะเมื่อฟ้องคดีแล้ว ในใบคำฟ้องก็จะมีเลขทะเบียนว่าเป็นคดีดำ และหากคดีเสร็จไปจากศาลแล้ว ก็จะมีเลขทะเบียนคดีแดง นั่นเอง
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
ป้องกันตัว
ฆ่าคนตาย ไม่ติดคุก มีด้วยหรือ
หมอความ ทนายคลายทุกข์ อธิบายดังนี้ครับ
การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 68 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 68 "ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด"
หมอความ ทนายคลายทุกข์ อธิบายดังนี้ครับ
การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 68 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 68 "ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด"
การกระทำเพื่อป้องกันนี้ ถึงแม้จะเกิดความเสียหายบ้าง
แต่ถ้าได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุ ก็เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ผู้นั้นย่อมไม่มีความผิด
หลักเกณฑ์ ของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
1. มีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย คือ
- ภยันตรายที่เกิดขึ้นนั้นผู้กระทำไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกระทำได้ หากผู้กระทำมีอำนาจที่จะกระทำได้ ก็ไม่มีสิทธิป้องกัน
- ผู้ที่จะอ้างป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น จะต้องไม่มีส่วนผิดในการก่อให้เกิดภยันตรายขึ้นด้วย แต่ถ้าผู้จะอ้างป้องกันนั้น มีส่วนก่อให้เกิดภยันตรายนั้น ก็ไม่สามรถอ้างป้องกันได้
2. ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้น จะต้องเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง คือ ภยันตรายที่เกิดขึ้นนั้นกระชั้นชิดถึงขนาดที่หากไม่ป้องกันตัวในขณะนั้น ก็อาจจะเกิดอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่นได้
3. ผู้กระทำจำต้องกระทำการเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายนั้น
4. การกระทำเพื่อป้องกันนั้น จะต้องกระทำพอสมควรแก่เหตุ คือ
- การกระทำเพื่อป้องกันนั้น จะต้องได้ส่วนสัดกับภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้น เช่น ภยันตรายที่เกิดขึ้นจากการถูกตบหน้า จะป้องกันโดยใช้ปืนยิง ถือว่าไม่ได้สัดส่วนกัน
- การกระทำเพื่อป้องกันนั้น ถ้าผู้กระทำได้ใช้วิถีทางน้อยที่สุดที่จะทำให้เกิดอันตรายแล้ว ถือว่ากระทำไปพอสมควรแก่เหตุ
ตัวอย่าง
การกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีความผิด
ผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุและวิ่งไล่ทำร้าย ร. จากโรงลิเกไปจนถึงที่เกิดเหตุ แล้วใช้มีดฟันแขน ร.จนได้รับบาดเจ็บ และถีบ ร. จนล้มลง แล้วใช้อาวุธปืนจ่อ ร.พร้อมจะยิงและพูดว่ามึงตาย อันเป็นการหมายเอาชีวิต ร. นับว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยได้ห้ามปรามแล้ว แต่ผู้ตายไม่เชื่อฟัง ในสถานการณ์เช่นนั้น การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในทันทีทันใด จึงเป็นการยับยั้งการกระทำของผู้ตาย และป้องกันชีวิต ร. ทั้งจำเลยยิงปืนเพียงนัดเดียว ถือได้ว่าจำเลยกระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9276/2555)
https://web.facebook.com/kitti.k38/
fan page : หมอความ ทนายคลายทุกข์
E-mail : kitti.k38@gmail.com
หลักเกณฑ์ ของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
1. มีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย คือ
- ภยันตรายที่เกิดขึ้นนั้นผู้กระทำไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกระทำได้ หากผู้กระทำมีอำนาจที่จะกระทำได้ ก็ไม่มีสิทธิป้องกัน
- ผู้ที่จะอ้างป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น จะต้องไม่มีส่วนผิดในการก่อให้เกิดภยันตรายขึ้นด้วย แต่ถ้าผู้จะอ้างป้องกันนั้น มีส่วนก่อให้เกิดภยันตรายนั้น ก็ไม่สามรถอ้างป้องกันได้
2. ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้น จะต้องเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง คือ ภยันตรายที่เกิดขึ้นนั้นกระชั้นชิดถึงขนาดที่หากไม่ป้องกันตัวในขณะนั้น ก็อาจจะเกิดอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่นได้
3. ผู้กระทำจำต้องกระทำการเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายนั้น
4. การกระทำเพื่อป้องกันนั้น จะต้องกระทำพอสมควรแก่เหตุ คือ
- การกระทำเพื่อป้องกันนั้น จะต้องได้ส่วนสัดกับภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้น เช่น ภยันตรายที่เกิดขึ้นจากการถูกตบหน้า จะป้องกันโดยใช้ปืนยิง ถือว่าไม่ได้สัดส่วนกัน
- การกระทำเพื่อป้องกันนั้น ถ้าผู้กระทำได้ใช้วิถีทางน้อยที่สุดที่จะทำให้เกิดอันตรายแล้ว ถือว่ากระทำไปพอสมควรแก่เหตุ
ตัวอย่าง
การกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีความผิด
ผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุและวิ่งไล่ทำร้าย ร. จากโรงลิเกไปจนถึงที่เกิดเหตุ แล้วใช้มีดฟันแขน ร.จนได้รับบาดเจ็บ และถีบ ร. จนล้มลง แล้วใช้อาวุธปืนจ่อ ร.พร้อมจะยิงและพูดว่ามึงตาย อันเป็นการหมายเอาชีวิต ร. นับว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยได้ห้ามปรามแล้ว แต่ผู้ตายไม่เชื่อฟัง ในสถานการณ์เช่นนั้น การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในทันทีทันใด จึงเป็นการยับยั้งการกระทำของผู้ตาย และป้องกันชีวิต ร. ทั้งจำเลยยิงปืนเพียงนัดเดียว ถือได้ว่าจำเลยกระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9276/2555)
https://web.facebook.com/kitti.k38/
fan page : หมอความ ทนายคลายทุกข์
E-mail : kitti.k38@gmail.com
ไม่มีสัญญากู้ เจ้าหนี้ก็ยังมีวิธีฟ้องเรียกหนี้เงินกู้คืนได้
บทความนี้อาจจะยาวไปนิดนะครับ
แต่อยากจะให้อ่านนะครับโดยเฉพาะเจ้าหนี้ที่เสียทีลูกหนี้
ขอกล่าวในกรณีเจ้าหนี้ที่ให้เพื่อนฝูง ญาติสนิท หยิบยืมเงิน ไม่ว่าจะด้วยความเกรงอกเกรงใจ สงสาร หรือด้วยประการอื่นใดก็ตาม
แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน เคยสนิทสนมกลมเกลียวกัน ก็ต้องกลายมาเป็นศัตรูกัน บาดหมางกันด้วยเรื่องเงินที่ให้บุคคลดังกล่าวหยิบยืมไป
เพียงเพราะ ลูกหนี้หน้ามึน ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย หรือมี ก็ไม่จ่าย อยากได้ไปฟ้องเอา
แต่อยากจะให้อ่านนะครับโดยเฉพาะเจ้าหนี้ที่เสียทีลูกหนี้
ขอกล่าวในกรณีเจ้าหนี้ที่ให้เพื่อนฝูง ญาติสนิท หยิบยืมเงิน ไม่ว่าจะด้วยความเกรงอกเกรงใจ สงสาร หรือด้วยประการอื่นใดก็ตาม
แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน เคยสนิทสนมกลมเกลียวกัน ก็ต้องกลายมาเป็นศัตรูกัน บาดหมางกันด้วยเรื่องเงินที่ให้บุคคลดังกล่าวหยิบยืมไป
เพียงเพราะ ลูกหนี้หน้ามึน ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย หรือมี ก็ไม่จ่าย อยากได้ไปฟ้องเอา
เอาละงานเข้าเจ้าหนี้
เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่
เพราะตอนให้ยืมก็ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาการกู้กันไว้เนื่องด้วยความไว้ใจ หรือกะไรก็แล้วแต่ เจ้าหนี้ก็คงจะได้แต่อุทานในใจว่า ดอกเบี้ยกูก็ไม่ได้คิด เงินต้นกูก็ไม่ได้คืน เสือกท้าให้กูไปฟ้องอีก ไม่มีสัญญากู้แล้วกูจะฟ้องยังไงวะ
เอาล่ะครับ ตอนนี้เรามาดูทางแก้กัน
1.มีคำพิพากษาฎีกาออกมาหลายฎีกาแล้ว ว่าหลักฐานการกู้อาจเกิดขึ้นในขณะกู้ยืมกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1286/2535
หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคแรกนั้น อาจเกิดขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ บันทึกคำให้การพยานที่จำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีอาญาว่า จำเลยกู้เงินจากโจทก์คดีนี้จริงและยังมิได้ชำระหนี้คืนนั้น เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ใช้ฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8175/2551
หลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 653 นั้นอาจเกิดมีขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ และมิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มอบไว้แก่กัน แม้คำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีอาญาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จะเกิดมีขึ้นภายหลังการกู้ยืมเงินและไม่มีการส่งมอบให้ไว้แก่กันก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยและโจทก์เป็นกรณีที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้เงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดง จำเลยจึงนำสืบการใช้เงินไม่ได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น
ดั้งนั้น เมื่อทวงหนี้คืนไม่ได้ ต้องหาวิธีให้ลูกหนี้ทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อลูกหนี้ให้ได้ เมื่อมีหลักฐานแล้วก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายได้ทันทีครับ
แล้ววิธีที่จะทำให้ลูกหนี้ลงลายมือชื่อล่ะ ทำยังไงดี
1. หลักฐานการกู้ยืม ไม่มีแบบ เพียงแต่ เป็นหนังสือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืม ก็เป็นอันใช้ได้
2.บันทึกประจำของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีได้
3.กระดาษ A4 มีข้อความประมาณว่า ได้ยืมเงินไปจากใคร จำนวนเท่าใด แล้วลงลายมือชื่อผู้กู้ ก็ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดีได้แล้วครับ
ไม่ว่าจะด้วยวิธีหลอกล่อลูกหนี้ กราบแทบเท้าลูกหนี้ หรือแม้แต่การชวนทะเลาะกับลูกหนี้ ก็สุดแล้วแต่จะวางแผนจัดการกันนะครับ
แต่ก็อย่ากระการใดๆอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 นะครับ เดี๋ยวจะมานั่งปวดหมอง ซ้ำซ้อนกันไปใหญ่
ด้วยความปราถนาดีจาก หมอความ ทนายคลายทุกข์
เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่
เพราะตอนให้ยืมก็ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาการกู้กันไว้เนื่องด้วยความไว้ใจ หรือกะไรก็แล้วแต่ เจ้าหนี้ก็คงจะได้แต่อุทานในใจว่า ดอกเบี้ยกูก็ไม่ได้คิด เงินต้นกูก็ไม่ได้คืน เสือกท้าให้กูไปฟ้องอีก ไม่มีสัญญากู้แล้วกูจะฟ้องยังไงวะ
เอาล่ะครับ ตอนนี้เรามาดูทางแก้กัน
1.มีคำพิพากษาฎีกาออกมาหลายฎีกาแล้ว ว่าหลักฐานการกู้อาจเกิดขึ้นในขณะกู้ยืมกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1286/2535
หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคแรกนั้น อาจเกิดขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ บันทึกคำให้การพยานที่จำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีอาญาว่า จำเลยกู้เงินจากโจทก์คดีนี้จริงและยังมิได้ชำระหนี้คืนนั้น เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ใช้ฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8175/2551
หลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 653 นั้นอาจเกิดมีขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ และมิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มอบไว้แก่กัน แม้คำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีอาญาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จะเกิดมีขึ้นภายหลังการกู้ยืมเงินและไม่มีการส่งมอบให้ไว้แก่กันก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยและโจทก์เป็นกรณีที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้เงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดง จำเลยจึงนำสืบการใช้เงินไม่ได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น
ดั้งนั้น เมื่อทวงหนี้คืนไม่ได้ ต้องหาวิธีให้ลูกหนี้ทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อลูกหนี้ให้ได้ เมื่อมีหลักฐานแล้วก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายได้ทันทีครับ
แล้ววิธีที่จะทำให้ลูกหนี้ลงลายมือชื่อล่ะ ทำยังไงดี
1. หลักฐานการกู้ยืม ไม่มีแบบ เพียงแต่ เป็นหนังสือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืม ก็เป็นอันใช้ได้
2.บันทึกประจำของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีได้
3.กระดาษ A4 มีข้อความประมาณว่า ได้ยืมเงินไปจากใคร จำนวนเท่าใด แล้วลงลายมือชื่อผู้กู้ ก็ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดีได้แล้วครับ
ไม่ว่าจะด้วยวิธีหลอกล่อลูกหนี้ กราบแทบเท้าลูกหนี้ หรือแม้แต่การชวนทะเลาะกับลูกหนี้ ก็สุดแล้วแต่จะวางแผนจัดการกันนะครับ
แต่ก็อย่ากระการใดๆอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 นะครับ เดี๋ยวจะมานั่งปวดหมอง ซ้ำซ้อนกันไปใหญ่
ด้วยความปราถนาดีจาก หมอความ ทนายคลายทุกข์
วางแผนต่อสู้คดียาเสพติด
การต่อสู้คดียาเสพติด
การวางแผนต่อสู้คดียาเสพติด ต้องพิจารณาสาระสำคัญดังต่อไปนี้
1. บันทึกการจับกุมสำคัญที่สุด ต้องตรวจบันทึกการจับกุมของตำรวจหรือปปส. เพราะถือว่าเป็นเอกสารสำคัญที่สุดในคดี เจ้าหน้าที่จะเบิกความขยายผลหรือขัดกับบันทึกการจับกุมหรือแตกต่างกันไม่ได้ และต้องมอบสำเนาบันทึกการจับ ป.วิ.อ.มาตรา 84(1) (ฎีกา 63/2533,408/2485)
2. ถ้ามีถ้อยคำรับสารภาพในชั้นจับกุม ป.วิ.อ.มาตรา 84 วรรคสี่ ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลย ดังนั้น ถึงแม้จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ก็ไม่ได้มีผลเสียต่อรูปคดี ยังสามารถให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนและชั้นศาลได้ หักล้างโจทก์ได้
คำรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนจะต้องมิได้เกิดจากการบังคับขู่เข็ญ ถ้าให้การเพราะถูกบังคับจากตำรวจ ถือว่ารับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยไม่ได้ ดังนั้นถึงแม้ผู้ต้องหารับสารภาพ ก็ยังกลับคำให้การในชั้นศาลต่อสู้คดีได้ หากมีพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ตัวอย่างที่ศาลยกฟ้อง เช่น คำเบิกความของตำรวจชุดจับกุมซึ่งเป็นพยานคู่ แตกต่างกันในสาระสำคัญ เช่น สายลับ การส่งมอบยาเสพติด จำนวนยาเสพติด แหล่งที่พบยาเสพติด สถานที่ที่พบยาเสพติด ยานพาหนะที่ใช้ในการขนยาเสพติด หรือแตกต่างจากคำให้การของตนเองในชั้นจับกุม บันทึกการจับกุมในชั้นสอบสวนหรือแตกต่างจากบัญชีของกลาง แผนที่สังเขปที่ตัวเองเป็นผู้จัดทำขึ้น เป็นต้น (ฎีกา 8021/2544,6370/2539)
3. ถ้อยคำอื่นในบันทึกการจับกุมของผู้ต้องหา เช่น ยอมรับว่าได้ซื้อยาบ้ามาจากนาย ดำ ยอมรับว่าค้ายามานานแล้ว ยอมรับว่านำยาบ้าไปซุกซ่อนไว้ที่ใดที่หนึ่ง รับฟังเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดจำเลยได้ ถ้าก่อนที่ตำรวจจะถามผู้ต้องหาได้เตือนผู้ต้องหาให้รู้ตัวก่อนว่า ถ้อยคำเกี่ยวกับยาเสพติดจะสามารถรับฟังลงโทษผู้ต้องหาได้ และต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า จะให้ถ้อยคำหรือไม่ก็ได้ จึงจะรับฟังลงโทษผู้ต้องหาได้ ป.วิ.อาญา มาตรา 84 วรรคท้าย (ฎีกา 3254/2553) ถ้อยคำอื่นในชั้นจับกุมของผู้ต้องหาหากเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป สามารถนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ เช่น ไม่ได้ให้ถ้อยคำดังกล่าว หรือถ้อยคำดังกล่าวขัดต่อเหตุผลไม่น่าจะเป็นไปได้ เป็นต้น
4. ของกลางขณะถูกจับ ถ้ามิได้อยู่กับผู้ต้องหา โอกาสต่อสู้คดีมีมาก แต่ถ้าตำรวจยัดยาหรือเขียนลงในบันทึกการจับกุมว่า จับได้พร้อมของกลาง ดังนั้น ถ้าตำรวจยัดข้อหาดังกล่าวจะต้องไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม และให้ร้องขอความเป็นธรรมว่า ถูกยัดยาหรือจับกุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ก็เป็นข้อต่อสู้ที่ต่อสู้ได้ ป.อ.มาตรา 83(ตัวการร่วม)
5. ของกลางที่พบในบ้านของผู้ต้องหา ถ้ามีผู้ต้องหาคนหนึ่งรับเป็นเจ้าของแล้ว เช่น สามีรับสารภาพว่าเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่ภรรยาจะหลุด
ตำแหน่งที่พบของกลาง ถ้าซุกซ่อนปกปิดมิดชิดอยู่ คนที่ต้องติดคุกคือเจ้าของห้อง แต่บุคคลอื่นที่อยู่ในห้องอาจมีข้อสงสัยว่า อาจจะไม่ทราบว่ามียาเสพติด ยังมีลู่ทางต่อสู้อยู่ 7. คำซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน มีน้ำหนักน้อย ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานรับฟังลงโทษจำเลยได้โดยลำพัง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 227/1 จะต้องมีพยานหลักอื่นประกอบ นอกจากคำซัดทอด
6. ธนบัตรล่อซื้อ การพบธนบัตรในตัวผู้ต้องหาไม่ได้หมายถึงว่า ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติด หากมีช่องว่างไม่ใกล้ชิดติดต่อกับช่วงเวลาจำหน่ายยาเสพติด และโจทก์ไม่มีพยานมายืนยันว่าเห็นจำเลยจำหน่ายยาเสพติด อาจมีข้อสงสัยว่าจำเลยอาจรับธนบัตรไว้ด้วยเหตุผลอื่นก็เป็นได้
7. การล่อซื้อยาเสพติดของตำรวจ ถ้าผู้ต้องหามียาเสพติดอยู่แล้ว และสายลับล่อซื้อถือว่าทำได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2(10) และเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายตามความจำเป็นและสมควรแต่ถ้าผู้ต้องหาไม่ได้มียาเสพติดไว้ในความครอบครอง แต่ไปบังคับหรือใช้ให้ไปหายาเสพติดมาส่งมอบให้ตำรวจ ถือว่า เป็นการล่อซื้อที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานที่ได้มาจากการล่อซื้อรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ (ฎีกา 4301/2543, 4077/2549,4085/2545)
8.ยานพาหนะที่ใช้ในการส่งมอบยาเสพติดต้องถูกริบแต่ในทางปฏิบัติตำรวจมักเรียกเงินจากผู้ต้องหาและปล่อยรถไป แต่ถ้ารถยนต์ติดสัญญาเช่าซื้อ ต้องแจ้งยกเลิกสัญญากับบริษัทไฟแนนซ์แล้วให้ไฟแนนซ์ไปขอรถคืนจากตำรวจ
9.การหาทนายความว่าความคดียาเสพติด ต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ มีประสบการณ์คดียาเสพติด มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ มองคดีแบบบูรนาการครบทุกด้าน มีแผนในการต่อสู้คดีที่สมเหตุสมผลน่าเชื่อถือ เปิดเผยแผนได้
ทุกวันนี้มีการจับกุมคดียาเสพติดเป็นจำนวนมาก แล้วเมื่อจับผู้กระทำความผิดได้แล้ว ตำรวจมักจะทำการขยายผลเพื่อหาตัวผู้บงการใหญ่ซึ่งอยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติด โดยวิธีการของตำรวจมักจะเนินการด้วยวิธีการต่อไปนี้
1) บังคับให้ผู้กระทำความผิดใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเองโทรไปหาบุคคลซึ่งติดต่อค้าขายยาเสพติดด้วย และให้หลอกล้อเพื่อนัดส่งยาเสพติด
2) หลังจากนั้นจึงสะกดรอย เพื่อรอจังหวะในการจับกุม
3) ตำรวจมักจะชักจูงให้ผู้กระทำความผิดที่จับได้โดยต่อรองว่าให้ความร่วมมือกับตำรวจ จะปล่อยตัวไป ส่วนใหญ่ผู้ต้องหามักกลัวและยอมทำตาม
4) เมื่อจับตัวผู้กระทำความผิดได้เพิ่มขึ้นแล้ว บางครั้งตำรวจก็ปล่อยตัวไป บางครั้งก็ลดจำนวนยาเสพติดของกลางให้
5) สายลับของตำรวจ บางครั้งก็เป็นพวกขี้ยา ,บางครั้งก็เป็นตำรวจไม่แน่นอน
6) แหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า , กัมพูชา , ลาว ยากในการจับกุม
7) ในกรณีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ความช่วยเหลือกับทางราชการในการขยายผล กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ให้ศาลใช้ดุลยพินิจลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ ที่กำหนดสำหรับความผิดนั้นก็ได้ ดังนั้นเมื่อผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ความช่วยเหลือในการบอกข้อมูลสำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้กับเจ้าพนักงานหรือ ตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น มียาบ้าประมาณ 1,500 เม็ด เมื่อรับสารภาพศาลอาจลงโทษจำคุกเพียง 4 ปี เป็นต้น
การวางแผนต่อสู้คดียาเสพติด ต้องพิจารณาสาระสำคัญดังต่อไปนี้
1. บันทึกการจับกุมสำคัญที่สุด ต้องตรวจบันทึกการจับกุมของตำรวจหรือปปส. เพราะถือว่าเป็นเอกสารสำคัญที่สุดในคดี เจ้าหน้าที่จะเบิกความขยายผลหรือขัดกับบันทึกการจับกุมหรือแตกต่างกันไม่ได้ และต้องมอบสำเนาบันทึกการจับ ป.วิ.อ.มาตรา 84(1) (ฎีกา 63/2533,408/2485)
2. ถ้ามีถ้อยคำรับสารภาพในชั้นจับกุม ป.วิ.อ.มาตรา 84 วรรคสี่ ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลย ดังนั้น ถึงแม้จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ก็ไม่ได้มีผลเสียต่อรูปคดี ยังสามารถให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนและชั้นศาลได้ หักล้างโจทก์ได้
คำรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนจะต้องมิได้เกิดจากการบังคับขู่เข็ญ ถ้าให้การเพราะถูกบังคับจากตำรวจ ถือว่ารับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยไม่ได้ ดังนั้นถึงแม้ผู้ต้องหารับสารภาพ ก็ยังกลับคำให้การในชั้นศาลต่อสู้คดีได้ หากมีพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ตัวอย่างที่ศาลยกฟ้อง เช่น คำเบิกความของตำรวจชุดจับกุมซึ่งเป็นพยานคู่ แตกต่างกันในสาระสำคัญ เช่น สายลับ การส่งมอบยาเสพติด จำนวนยาเสพติด แหล่งที่พบยาเสพติด สถานที่ที่พบยาเสพติด ยานพาหนะที่ใช้ในการขนยาเสพติด หรือแตกต่างจากคำให้การของตนเองในชั้นจับกุม บันทึกการจับกุมในชั้นสอบสวนหรือแตกต่างจากบัญชีของกลาง แผนที่สังเขปที่ตัวเองเป็นผู้จัดทำขึ้น เป็นต้น (ฎีกา 8021/2544,6370/2539)
3. ถ้อยคำอื่นในบันทึกการจับกุมของผู้ต้องหา เช่น ยอมรับว่าได้ซื้อยาบ้ามาจากนาย ดำ ยอมรับว่าค้ายามานานแล้ว ยอมรับว่านำยาบ้าไปซุกซ่อนไว้ที่ใดที่หนึ่ง รับฟังเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดจำเลยได้ ถ้าก่อนที่ตำรวจจะถามผู้ต้องหาได้เตือนผู้ต้องหาให้รู้ตัวก่อนว่า ถ้อยคำเกี่ยวกับยาเสพติดจะสามารถรับฟังลงโทษผู้ต้องหาได้ และต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า จะให้ถ้อยคำหรือไม่ก็ได้ จึงจะรับฟังลงโทษผู้ต้องหาได้ ป.วิ.อาญา มาตรา 84 วรรคท้าย (ฎีกา 3254/2553) ถ้อยคำอื่นในชั้นจับกุมของผู้ต้องหาหากเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป สามารถนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ เช่น ไม่ได้ให้ถ้อยคำดังกล่าว หรือถ้อยคำดังกล่าวขัดต่อเหตุผลไม่น่าจะเป็นไปได้ เป็นต้น
4. ของกลางขณะถูกจับ ถ้ามิได้อยู่กับผู้ต้องหา โอกาสต่อสู้คดีมีมาก แต่ถ้าตำรวจยัดยาหรือเขียนลงในบันทึกการจับกุมว่า จับได้พร้อมของกลาง ดังนั้น ถ้าตำรวจยัดข้อหาดังกล่าวจะต้องไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม และให้ร้องขอความเป็นธรรมว่า ถูกยัดยาหรือจับกุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ก็เป็นข้อต่อสู้ที่ต่อสู้ได้ ป.อ.มาตรา 83(ตัวการร่วม)
5. ของกลางที่พบในบ้านของผู้ต้องหา ถ้ามีผู้ต้องหาคนหนึ่งรับเป็นเจ้าของแล้ว เช่น สามีรับสารภาพว่าเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่ภรรยาจะหลุด
ตำแหน่งที่พบของกลาง ถ้าซุกซ่อนปกปิดมิดชิดอยู่ คนที่ต้องติดคุกคือเจ้าของห้อง แต่บุคคลอื่นที่อยู่ในห้องอาจมีข้อสงสัยว่า อาจจะไม่ทราบว่ามียาเสพติด ยังมีลู่ทางต่อสู้อยู่ 7. คำซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน มีน้ำหนักน้อย ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานรับฟังลงโทษจำเลยได้โดยลำพัง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 227/1 จะต้องมีพยานหลักอื่นประกอบ นอกจากคำซัดทอด
6. ธนบัตรล่อซื้อ การพบธนบัตรในตัวผู้ต้องหาไม่ได้หมายถึงว่า ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติด หากมีช่องว่างไม่ใกล้ชิดติดต่อกับช่วงเวลาจำหน่ายยาเสพติด และโจทก์ไม่มีพยานมายืนยันว่าเห็นจำเลยจำหน่ายยาเสพติด อาจมีข้อสงสัยว่าจำเลยอาจรับธนบัตรไว้ด้วยเหตุผลอื่นก็เป็นได้
7. การล่อซื้อยาเสพติดของตำรวจ ถ้าผู้ต้องหามียาเสพติดอยู่แล้ว และสายลับล่อซื้อถือว่าทำได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2(10) และเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายตามความจำเป็นและสมควรแต่ถ้าผู้ต้องหาไม่ได้มียาเสพติดไว้ในความครอบครอง แต่ไปบังคับหรือใช้ให้ไปหายาเสพติดมาส่งมอบให้ตำรวจ ถือว่า เป็นการล่อซื้อที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานที่ได้มาจากการล่อซื้อรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ (ฎีกา 4301/2543, 4077/2549,4085/2545)
8.ยานพาหนะที่ใช้ในการส่งมอบยาเสพติดต้องถูกริบแต่ในทางปฏิบัติตำรวจมักเรียกเงินจากผู้ต้องหาและปล่อยรถไป แต่ถ้ารถยนต์ติดสัญญาเช่าซื้อ ต้องแจ้งยกเลิกสัญญากับบริษัทไฟแนนซ์แล้วให้ไฟแนนซ์ไปขอรถคืนจากตำรวจ
9.การหาทนายความว่าความคดียาเสพติด ต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ มีประสบการณ์คดียาเสพติด มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ มองคดีแบบบูรนาการครบทุกด้าน มีแผนในการต่อสู้คดีที่สมเหตุสมผลน่าเชื่อถือ เปิดเผยแผนได้
ทุกวันนี้มีการจับกุมคดียาเสพติดเป็นจำนวนมาก แล้วเมื่อจับผู้กระทำความผิดได้แล้ว ตำรวจมักจะทำการขยายผลเพื่อหาตัวผู้บงการใหญ่ซึ่งอยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติด โดยวิธีการของตำรวจมักจะเนินการด้วยวิธีการต่อไปนี้
1) บังคับให้ผู้กระทำความผิดใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเองโทรไปหาบุคคลซึ่งติดต่อค้าขายยาเสพติดด้วย และให้หลอกล้อเพื่อนัดส่งยาเสพติด
2) หลังจากนั้นจึงสะกดรอย เพื่อรอจังหวะในการจับกุม
3) ตำรวจมักจะชักจูงให้ผู้กระทำความผิดที่จับได้โดยต่อรองว่าให้ความร่วมมือกับตำรวจ จะปล่อยตัวไป ส่วนใหญ่ผู้ต้องหามักกลัวและยอมทำตาม
4) เมื่อจับตัวผู้กระทำความผิดได้เพิ่มขึ้นแล้ว บางครั้งตำรวจก็ปล่อยตัวไป บางครั้งก็ลดจำนวนยาเสพติดของกลางให้
5) สายลับของตำรวจ บางครั้งก็เป็นพวกขี้ยา ,บางครั้งก็เป็นตำรวจไม่แน่นอน
6) แหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า , กัมพูชา , ลาว ยากในการจับกุม
7) ในกรณีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ความช่วยเหลือกับทางราชการในการขยายผล กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ให้ศาลใช้ดุลยพินิจลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ ที่กำหนดสำหรับความผิดนั้นก็ได้ ดังนั้นเมื่อผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้ความช่วยเหลือในการบอกข้อมูลสำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้กับเจ้าพนักงานหรือ ตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น มียาบ้าประมาณ 1,500 เม็ด เมื่อรับสารภาพศาลอาจลงโทษจำคุกเพียง 4 ปี เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






